วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 

         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานในพิธีเปิดการสัมมนาการเกษตรภาคเหนือ ณ สำนักงานเกษตรภาคเหนือ  จังหวัดเชียงใหม่  วันพฤหัสบดีที่  ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๔  มีความตอนหนึ่งว่า  ป่า  ๓  อย่าง  นี้มีประโยชน์ ๔ อย่าง ไม่ใช่ ๓ อย่าง.         ป่า  ๓  อย่าง”  ที่บอกว่าเป็นไม้ฟืน เป็นไม้ผล และไม้สร้างบ้านนั้น ความจริงไม้ฟืนกับไม้ใช้สอย         ก็อันเดียวกัน ไม้สร้างบ้านกับไม้ใช้สอยก็อันเดียวกัน.  แต่เราแบ่งออกไปเป็นไม้ทำฟืน ไม้สร้างบ้านเรือน  รวมทั้งไม้ทำศิลปหัตถกรรมแล้วก็ไม้ผล.
         คราวนี้ขอคัดค้านรายงานต่อ คือรายงานบอกว่าจะทำ ป่า  ๓  อย่าง”  นี้ในที่ที่ไม่ใช่ต้นน้ำ     ลำธาร.  อันนี้คิดแล้วมันฟั่นเฟือนหน่อย  เพราะว่าป่าเหล่านี้เป็นต้นน้ำลำธารทั้งนั้น.  ถ้าไปบอกว่าไม่ทำ ป่า  ๓  อย่าง”  นี้ มีไว้ทำไม  มีไว้สำหรับให้เป็นประโยชน์ และเมื่อเป็นประโยชน์ต่อราษฎร ราษฎรก็ไม่ไปตัดและก็หวงแหนไว้มิให้ใครมาตัด.  อันนี้เป็นข้อสำคัญ ที่ไหนเป็นป่าที่เรียบร้อยที่ยังไม่โกร๋น ราษฎรก็จะไม่ตัดเพราะรู้.  ไปหลายแห่งแล้ว  ไปถามราษฎรว่าป่าตรงนั้นเป็นอย่างไร.  เขาบอกว่าป่ายังดี.  และถามว่าจะไปตัดไหมเขาบอกว่าไม่ตัด ถ้าไปตัดเฮาแย่.เขาเข้าใจ  ถ้าตัดไม้แล้วจะแห้งแล้ง และดินจะทลายลงมา.  ถ้าเป็นที่ทำนาก็จะเสียหมด เขารู้.
          รายงานอันนี้ดูถูกชาวบ้าน ดูถูกประชาชน ประชาชนนั้นฉลาด ประชาชนมีความรู้ ทั้งคนที่อยู่บนภูเขา และคนที่อยู่ในที่ราบ.  เขามีความรู้  เขาทำงานมาหลายชั่วคนแล้ว  เขาทำกินอย่างดี เขามีความเฉลียวฉลาด เขารู้ว่าตรงไหนควรจะทำกสิกรรม  เขารู้ว่าที่ไหนควรจะเก็บไม้ไว้.  แต่ที่เสียไปก็เพราะพวกที่ไม่รู้เรื่อง  ไม่ได้ทำนามานานแล้ว ทิ้งนามานานแล้ว  ทิ้งกสิกรรมมานานแล้ว.  แล้วมาอยู่ในที่ที่มีความสะดวก ก็เลยทำให้ลืมว่าชีวิตเป็นไปได้ ก็โดยที่ทำกสิกรรมที่ถูกต้อง แต่ชาวบ้านหรือชาวเขามีความรู้พอเพียง.  แค่อธิบายนิดหน่อยเขาก็ อ้อๆ เข้าใจๆ ถ้าเราพูดให้เขาเข้าใจ เขาก็เข้าใจ.  แต่ถ้าเราพูดภาษาที่ไม่เข้าใจ เขาก็ไม่เข้าใจ.
          ฉะนั้น ถ้าเราทำ ป่า  ๓  อย่างนี้ ซึ่งมีประโยชน์  ๔  อย่าง ซึ่งประโยชน์ที่ ๔  นี้สำคัญคือ รักษาอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร ชาวบ้านเขาจะรักษาให้เราด้วย.  ที่พูดถึงเราก็หมายความถึงป่าไม้.  กรมป่าไม้นั้นมีหน้าที่รักษาป่าให้อยู่ดี  เป็นหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง แต่บางทีไปถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ว่าใครจะรักษาเขาก็บอกว่าเขาจะรักษา.  ถามว่าถ้าใครมาตัดจะทำอย่างไร ก็ตอบว่า ก็บอกตำรวจซี.”  ตำรวจมี     กี่คน อำเภอหนึ่ง ๆ ซึ่งใหญ่ และถ้าสมมุติว่าเป็นอำเภอที่มีภูเขา มีป่าไม้มาก ดูไม่ไหว. อำเภอหนึ่ง ๆ       มีตำรวจสัก  ๕๐  คน  อันนี้พูดตามที่ได้ฟังมา.  แต่ที่ดินที่ที่เป็นป่ามีกี่แสนไร่  ก็หมายความว่า  ในที่แห่งหนึ่งจะมีตำรวจสักเศษหนึ่งส่วนสี่คน  ซึ่งทำอะไรไม่ได้  เพราะว่าไม่ถึงคน  เดินก็ไม่ได้  ดูอะไรก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่ไหวจริง ๆ
          ฉะนั้นถ้าหากเราทำ ป่า  ๓  อย่าง”  ให้ชาวบ้านเห็นประโยชน์และได้ใช้ประโยชน์ เขาก็จะรักษาประโยชน์.  เขาจะไม่ทำลาย และใครมาทำลาย เขาก็ป้องกัน.  หมายความว่าชาวบ้านนั้น ถ้าเราให้โอกาสให้เขามีอยู่มีกินพอสมควรก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้เราเป็นจำนวนมาก.  อย่างในร่องหุบเขาเล็กๆ ที่มีเพียง  ๕๐  ไร่  ก็จะทำเป็นหมู่บ้านให้ชาวบ้านมาอยู่.  คำว่าชาวบ้านนี้จะเรียกว่าชาวบ้านก็ได้ ชาวเขาก็ได้ ก็เป็นชาวบ้านทั้งนั้น.  เคยไปถามชาวเขา พูดถึงเรื่องว่าจะทำโครงการอะไรๆ  เราก็ต้องช่วยกันรักษานะ”     เขาบอกว่า หมู่เฮาก็เป็นคนไทยเหมือนกันก็หมายความว่า เป็นชาวบ้านเหมือนกัน ช่วยกันทำ เขาก็อยากอยู่ใต้กฎหมาย ทำงานที่สุจริต.  ถ้าเราทำอะไรที่ดี มีเหตุผล เขาก็จะรักษา  ป่า  ๓  อย่าง”          นี้  ไม่ใช่รักษาต้นน้ำลำธารแล้ว ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะว่าต้นไม้ จะเป็นต้นอะไรก็ตาม มีประโยชน์ทั้งนั้น.  ใช้ประโยชน์จากต้นไม้นั้น และมีประโยชน์ที่  ๔  คือ อนุรักษ์ดินและอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร.  ฉะนั้น เรื่องนี้ก็ขอท้วงนิดหน่อย
          พระราชดำรัสพระราชทาน ที่ทรงชี้ทางออกให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง น่าจะเป็นการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างส่วนราชการ และเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของราษฎรในชุมชนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ จากทรัพยากรป่าไม้ เพื่อชุมชนจะได้รักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืน
รูปแบบการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำ
          นอกจากรูปแบบการปลูกป่าภาครัฐ ซึ่งส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำได้ถือปฏิบัติมาโดยตลอดแล้ว มติที่ประชุมได้พิจารณากำหนดรูปแบบการปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ต้นน้ำเพิ่มเติมคือ การปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ โดยการปลูกไม้  3  ชนิด เพื่อประโยชน์  4  อย่าง  สามารถยังประโยชน์ได้สูงสุด
โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
          1.  เพื่อสนองตามแนวพระราชดำริในการปลูกต้นไม้  3  ชนิด  ได้แก่
                   -  ไม้ใช้สอย
                   -  ไม้ก่อสร้าง
                   -  ไม้กินได้
          ประโยชน์  4  อย่าง  ได้แก่
                   -  ใช้เป็นฟืนสำหรับหุงต้มและใช้สอยเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ
                   -  ใช้สร้างและซ่อมแซมที่พักอาศัย
                   -  ใช้เป็นอาหาร
                   -  เป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำในขณะเดียวกัน
          2.  การมีส่วนร่วมของชุมชน
          3.  เพื่อสนองความต้องการของชุมชน
          4.  เพื่อฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ต้นน้ำ
วิธีดำเนินการ
          ปลูกไม้  3  ชนิด  ในพื้นที่เดียวกันเพื่อประโยชน์  ดังนี้
          1.  ไม้ใช้สอย (ไม้ฟืน, ไม้โตเร็ว)  จำนวน  100  ต้น/ไร่  ใช้ระยะปลูก 4 x 4  เมตร
          2.  ไม้ก่อสร้าง (ไม้เนื้อแข็งไม้เศรษฐกิจ)  จำนวน  100  ต้น/ไร่  ใช้ระยะปลูก 4 x 4  เมตร
          3.  ไม้ป่ากินได้  จำนวน  25  ต้น/ไร่  ใช้ระยะปลูก  4 x 4  เมตร
               (ไม้ชั้นล่าง ปลูกพืชหัว  สมุนไพร  และพืชล้มลุก)
การปลูกและชนิดพันธุ์ไม้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
          การปลูกป่า  3  อย่าง  ประโยชน์  4  อย่าง  ให้พิจารณาปลูกพันธุ์ไม้ตามแนวพระราชดำริ ประกอบด้วย ไม้กินได้  ไม้มีค่า และไม้ใช้สอย ปลูกจำนวนไม่น้อยกว่า  200  ต้นต่อไร่  และให้มีเรือนยอดหลายชั้นใกล้เคียงกับป่า ชนิดพันธุ์ไม้ให้พิจารณาพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและพันธุ์ไม้อื่นตามความเหมาะสม
          วิธีการปลูกและบำรุงรักษา ดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพป่าในเขตอนุรักษ์ที่มิใช่พื้นที่ต้นน้ำ  โดยมีบัญชีแสดงชนิดไม้ที่กำหนดให้ใช้ปลูกตามแนวทางปฏิบัติการฟื้นฟูสภาพป่าในเขตอนุรักษ์ที่มิใช่พื้นที่ต้นน้ำ  ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ดังนี้

ลำดับที่
ท้องที่
ชนิดไม้ที่กำหนดให้ปลูก
1
ภาคเหนือ
สัก  สนเขา (Pinus)  ยมหอม  ยมหิน  มะค่าโมง  ตะเคียนทอง  ประดู่ป่า  แดง  ยางนา  ตะแบก  จำปีป่า  จำปาป่า  แอปเปิลป่า
กำลังเสือโคร่ง  นางพญาเสือโคร่ง  มะม่วงป่า  ตะกู  มะกอกป่า ตีนเป็ด  หว้า  เพกา  ราชพฤกษ์  นนทรีป่า  ก่อ  ทะโล้ มะขามป้อม  เสี้ยว  สะเดา  ขี้เหล็กบ้าน  บง  ไผ่ต่าง ๆ  หวาย
2
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สัก  มะค่าโมง  มะค่าแต้  ตะเคียนทอง  ยมหิน  ประดู่ป่า  แดง
ยางนา  พะยอม  ตะแบก  สนเขา (Punus)  ชิงชัง  พะยูง  มะม่วงป่า  เต็ง  รัง  เหียง  พลวง  นนทรีป่า  ถ่อน  พฤกษ์ ขี้เหล็กบ้าน  สะเดา  สีเสียดแก่น  สาธร  สนเขา  บง  ไผ่ต่าง ๆ หวาย
3
ภาคกลาง ตะวันตก
ประดู่ป่า  สะเดา  สีเสียดแก่น  ตะกู  มะปิน  กฤษณา  สัก 
ยมหอม  ยมหิน  ตะเคียนทอง  แดง   ยางนา  ยางแดง  ตะแบก  มะม่วงป่า  นนทรีป่า  ไผ่ต่าง ๆ  หวาย  กันเกรา  มะเกลือ  ตีนเป็ด  นางพญาเสือโคร่ง  ขี้เหล็กบ้าน  มะขามป้อม  สนทะเล  ทองหลาง
4
ภาคใต้
ประดู่ป่า  ทัง  มะม่วงป่า  หลุมพอ  ตะกู  ตะเคียนทอง  ตะเคียนชันตาแมว  เคี่ยม  ยางนา  กันเกรา  ไข่เขียว  ทุ้งฟ้า  ขี้เหล็กบ้าน  ยมหิน  ทุเรียนป่า  สะตอ  เหรียง  พะยอม  ไผ่ต่าง ๆ  หวาย
3.  ไม้กินได้
ไม้ทุกชนิดมีคุณสมบัติที่ให้คุณค่าในทุก ๆ ด้านได้อย่างเอนกประสงค์ และมีไม้บางชนิดมีคุณลักษณะเพิ่มเติม สามารถให้ประโยชน์ที่ใช้ส่วนต่าง ๆ เป็นอาหารได้ แบ่งออกเป็น  5  ประเภท ดังนี้
          1)  ประเภทที่กินใบและยอดอ่อน  ได้แก่  กันเกรา  ขี้เหล็กบ้าน  ถ่อน  เพกา  มะกอกป่า  มะม่วงป่า  สะเดา  สะตอ  หว้า  นนทรีป่า ฯลฯ
          2)  ประเภทที่กินดอก  ได้แก่  ขี้เหล็กบ้าน  พะยอม  เพกา  สะเดา  ฯลฯ
          3)  ประเภทที่กินผล  ได้แก่  ก่อ  นางพญาเสือโคร่ง  มะกอกป่า  มะเกลือ  มะขามป้อม
มะม่วงป่า  หว้า  หวาย  ฯลฯ
          4)  ประเภทที่กินฝัก  ได้แก่  แดง  เพกา  มะค่าแต้  มะค่าโมง  สะตอ  เหรียง  ฯลฯ
          5)  ประเภทที่กินหัว  ราก  หน่อ  และอื่น ๆ  ได้แก่  ไผ่ต่าง ๆ  สีเสียดแก่น  หวาย  นนทรีป่า
ประเภทและลักษณะการเจริญเติบโตของไม้
          การเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ ลักษณะเฉพาะพันธุ์ไม้ที่สำคัญซึ่งเป็นตัวแทนของไม้แต่ละประเภท เพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจปลูก โดยแยกกลุ่มชนิดพรรณไม้ตามลักษณะการเจริญเติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของไม้แต่ละชนิด ออกเป็น 5 กลุ่ม โดยพิจารณาเมื่อต้นไม้มีอายุและโตได้ขนาดเส้นรอบวงที่ระดับอก 100 ซม.  หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ซม.  ซึ่งเป็นขนาดจำกัดที่เริ่มนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนี้
          1.  ไม้โตเร็วมาก  คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่กำหนด เมื่ออายุ 5 – 10 ปี โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงมากกว่า 5 ซม.ต่อปี  หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 1.5 ซม.  เช่นไม้สะเดาเทียม  ตะกู  เลี่ยน  กระถินณรงค์  กระถินเทพา  ยูคาลิปตัส  คามาลดูเลนซิส
          2.  ไม้โตเร็ว  คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่กำหนดประมาณ 10 – 15 ปี  โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงปีละประมาณ 5 ซม.  หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นที่ระดับอกเพิ่มขึ้นปีละ 1.5 ซม.  ได้แก่ ไม้สะเดา  ขี้เหล็ก  ถ่อน  สีเสียดแก่น  โกงกาง  สนทะเล  สนประดิพัทธ์
          3.  ไม้โตปรกติ  คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดที่เริ่มใช้ประโยชน์ได้เมื่ออายุ 15 – 20 ปี  โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวง 2.5 – 4 ซม./ปี  หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้น 0.8 – 1.2 ซม./ปี  ได้แก่  ไม้สัก  สนสามใบ  สนคาริเบีย
          4.  ไม้โตค่อนข้างช้า  คือ ไม้ที่ใช้เวลาในการเจริญเติบโตจนถึงขนาดจำกัดต่ำสุดที่เริ่มใช้ประโยชน์ได้ (เส้นรอบวงของลำต้นที่ระดับอก 100 ซม.)  เมื่ออายุ 20 – 25 ปี  โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวง 1.0 – 2.5  ซม./ ปี  หรือมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.3 – 0.8 ซม./ปี ได้แก่ ไม้ประดู่  ยางนา  แดง  หลุมพอ

          5.  ไม้โตช้า  ได้แก่ ไม้ที่มีอายุตัดฟัน 25 – 30 ปี  จึงจะโตได้ขนาดจำกัดที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  โดยมีอัตราการเจริญเติบโตทางเส้นรอบวงร้อยกว่า 1 ซม./ปี  หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 0.3 ซม./ปี  เช่น ไม้ตะเคียนทอง  พะยูง  ชิงชัน  มะค่าโมง  เต็ง  รัง

ไม้ 3 อย่าง
         ลักษณะไม้ 3 อย่าง เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน คือ
         1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้างบ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์

เครื่องมือในการเกษตร เช่น เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องจักรสาน กระบุง ตะกร้าเพื่อนำไปใช้นำครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการทางฝีมือก็สามารถจัดทำเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่ซาง มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปีก จำปี จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก๋ คูณ ยางกราด กระถิน เก็ดดำ มะหาด ไม้เติม มะห้า มะกอกเกลื้อน งิ้ว ตีนเป็ด ยมหอม มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว บุนนาค ปีบ ตะแบก ตอง คอแลน รัง เต็ง แดง พลวง พะยอม ตะเคียน ฮักหลวง เป็นต้น

             

         2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้มปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว
สุมควายตามคอก ไล่ยุง เหลือบ ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนึ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความ
จำเป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดีไม้ธรรมชาติที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น
ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนการปลูกไม้โตเร็วขึ้นทดแทนก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา
เป้าเลือด มะกอกเกลื้อน ไม้เต้าหลวง กระท้อน ขี้เหล็ก ตีนเป็ด ยมหอม ลำไยป่า มะขม ดงดำ มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ
ต้นเสี้ยว บุนนาค ตะแบก คอแลน แดง เต็ง รัง พลวง ติ้ว หว้า มะขามป้อม แค ผักเฮือด เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน กาสามปีก มันปลา นางพญาเสือโคร่ง มะมือ ลำไย รกฟ้า ลิ้นจี่

              

         3. ไม้อาหารหรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหารเสริมสร้างพลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ
ใบ ดอก ผล ใช้เป็นอาหารได้ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร ในธรรมชาติเสริมสร้างสุขภาพให้มีกินมีใช้อย่างไม่ขาดแคลน ได้แก่ มะหาด ฮ้อสะพายควาย เป้าเลือด บุก กลอย งิ้ว กระท้อน ขี้เหล็ก มะขม มะแข่น สมอไทย ตะคร้อ เสี้ยว คอแลน ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าง กระถิน
ก่อเดือย หว้า กล้วย ลำไย มะกอกเกลื้อน มะระขี้นก ประคำดีควาย ตะคร้อ กระบก ผักปู่ย่า มะเฟือง แคหางค่าง ขนุน มะปราง มะหลอด คอแลน มะเม่า ส้มป่อย

                

ประโยชน์ 4 ประการ
         ไม้ 3 อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ 4 ประการ คือ
         1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีการปลูกไม้ที่มีความเหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ดีเพื่อการใช้สอยและสามารถนำมาใช้เสริมสร้างอาชีพได้ โดยมีการวางแผนอย่างมีส่วนร่วมและดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ไว้ใช้สอยอย่างไม่ขาดแคลน และจะไม่สร้างผลกระทบ

ต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่และหากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมสร้างอาชีพเสริมได้ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น

                 

         2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน หากชุมชนไม่มีไม้ฟืนไว้สนับสนุนกิจกรรมครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือดร้อนและสิ้นเปลืองเงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊สหุงต้ม หรือจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ

                

         3. พืชอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลง ที่ชุมชนสามารถเก็บหาได้จากธรรมชาติจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่ต้องการแล้วยังสามารถใช้เป็นสินค้าเสริมสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

                

        4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากเพิ่มขึ้น และมีการปลูกเสริมคุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่างๆ ทำให้เกิดความหลากหลายและเป็นการอนุรักษ์ดินและนํ้า รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ต้นนํ้าลำธาร


               

เอกสารอ้างอิง

- หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล ๐๐๐๔.๒/๑๕๓๙๑  ลงวันที่  ๒๙  ตุลาคม  ๒๕๔๗
- หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ทส 0906.204/1137  ลงวันที่ 22  มกราคม  2551
- หนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ ทส 0908.1/13530  ลงวันที่  25    สิงหาคม  2551
- กองจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ  กรมป่าไม้. การปลูกและใช้ประโยชน์ไม้ใช้สอย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2530
- โครงการพัฒนาป่าชุมชน สำนักวิชาการป่าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้. การปลูกไม้ป่า.  กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.มงคลการพิมพ์, 2536
- ส่วนอนุรักษ์ต้นน้ำ  กรมป่าไม้  และสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.  คู่มือการปฏิบัติงานการจัดการลุ่มน้ำ.  กรุงเทพฯ : กรมป่าไม้, 2544
- สำนักจัดการป่าชุมชน  กรมป่าไม้. เทคนิคในการสร้างธนาคารอาหารของชุมชน.กรุงเทพฯ :
ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย  จำกัด,  2546

- http://www.banrainarao.com/knowledge/tree_bank

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แนะนำเจ้าของบล็อค

ฮาโหลทุกคน :)

เรามาทำความรู้จักกกับแอดมินกันดีกว่า
ชื่อ : ณัฐวรา ทองไทยนันท์
ชื่อเล่น : ปาล์มมี่
อายุ 14 ปี
เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนตากพิยาคม